กรดไหลย้อน โรคที่ไม่ควรมองข้าม กับสาเหตุ และ วิธีและธีการป้องกัน

กรดไหลย้อน เป็นอีกโรคที่คนไทยคุ้นเคยกันดี และ ในปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยโรคกรดไหลย้อนมีการเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญสามารถพบโรคนี้ได้ในทุกเพศ และ ทุกวัย ไม่เว้นแม้กระทั้ง เด็ก ก็สามารถเป็นโรคกรดไหลย้อนได้เช่นกัน ซึ่งโรคกรดไหลย้อนถูกจัดเป็นอีกโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหารอีกชนิดหนึ่ง

กรดไหลย้อน คือ?

กรดไหลย้อนนั้นเป็นภาวะที่น้ำย้อยในกระเพาะอาหารทำการไหลขึ้นยังหลอดอาหาร และ ทำให้เกิดกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งทำให้เกิดอาการแสบร้อนบริเวณกลางทรวงอก และ อาการเรอเปี้ยวอยู่บ่อยๆ จึงส่งผลต่อการใช้ชีวิตประจำวันอย่างรุนแรง

โรคกรดไหลย้อนถือเป็นอีกโรคที่เป็นภัยเงียบ และ ยังส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นอย่างมาก โดยสาเหตุหลักของโรคนี้เกิดจากพฤติกรรมของการดำเนินชีวิตของเรานั้นเอง อาการแรกเริ่มนั้นจะทำให้มีอาการแสบร้อนบริเวรลิ้นปี่ และ ลามไปจนถึงบริเวณกลางทรงอก และ ลำคอ หลังจากที่เราได้ทำการรับประทานอาหารในมื้อหนักๆ ส่วนใหญ่โรคกรดไหลย้อนมักจะพบมากในผู้ที่ทำงานออฟฟิต เพราะเกิดจากพฤติกรรมของการรับประทานอาหารที่ไม่ตรงเวลา แต่โรคกรดไหลย้อนก็ยังสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัยเช่นกัน ก็ถือว่าเป็นโรคที่อยู่ใกล้ตัวเรามาก โดยสาเหตุหลักๆของการเกิดโรคกรดไหลย้อนมีดังต่อไปนี้

สาเหตุของ โรคกรดไหลย้อน

  • เกิดจากการรับประทานอาหารเสร็จแล้วล้มตัวลงนอนทันที
  • การชอบทานอาหารที่ มันๆ และ ทานในปริมาณที่มากจนเกินไป จนทำให้เกิดความผิดปกติของบริเวณหูรูดส่วนปลายหลอดอาหาร
  • มีความผิดปกติของการบีบตัวของกระเพาะอาหาร จนทำให้กรดจากกระเพาะอาหารนั้นไหลย้อนขึ้นมาสู่หลอดอาหารได้
  • เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย หรือ การเกี่ยวข้องกับพันธุกรรม
  • เกิดขึ้นจากภาวะความเคลียด ซึ่งพบว่าผู้ที่มีความเคลียดนั้นจะมีความไวต่อสิ่งกระตุ้น และ หลอดอาหารยังมีความออ่นไหวต่อกรดได้เช่นกัน
  • เกิดจากภาวะของหลอดอาหารส่วนปลายเกิดการคลายตัวโดยที่ยังไม่กลืนอาหาร
  • โรคอ้วน หรือ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ และ น้ำอัดลม
  • หญิงที่ตั้งครรภ์
  • การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาลดความดันโลหิตสูง และ ยาแก้โรคซึมเศร้า เป็นต้น
  • การรับประทานผลไม้ที่มีรสเปี้ยวเป็นประจำ
  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน
  • จากการสูบบุหรี่เป็นประจำ

สัญญาณเตือนของการเป็นโรคกรดไหลย้อน

  • พบว่ามีอาการ แสบร้อน บริเวณกลางทรวงอก ซึ่งจะพบได้มากหลักจากการรับประทานอาหารในมื้อหนักๆ
  • เกิดอาการ เรอเปี้ยว หรือ มีน้ำรสเปี้ยว และ รสขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก
  • มีอาการ ท้องอืด แน่นท้อง คล้ายกับอาการอาหารไม่ย่อย
  • มีการ คลื่นไส้ อาเจียน และ เหมือนมีก้อนอะไรติดอยู่ในลำคอ
  • เกิดอาการ จุก หรือมีอาการคล้ายเหมือนมีก้อนอะไรติดอยู่ในลำคอ
  • มีภาวะ หืดหอม ไอแห้ง เสียงแหบ และ เจ็บคอเรื้อรัง

เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่ากรดไหลย้อนนั้นเกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวติของเราเป็นหลัก และ การรักษาที่ต้นเหตุจึงเป็นวิธีการรักษาที่ดีที่สุด เพียงแค่คุณปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตสักนิด แค่นี้คุณก็สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดโรคกรดไหลย้อนได้แล้ว ซึ่งสามารถทำได้ตามวิธีดังนี้

การป้องกัน และ การบรรเทา การเกิดกรดไหลย้อน

  • ควรรับประทานอาหารแต่ละมื้อในปริมาณที่น้อยแต่รับประทานอยู่บ่อยครั้ง
  • หลักจากการรับประทานอาหารเสร็จไม่ควรล้มตัวลงนอนทันที
  • ควรหลีกเลี่ยงการดื่ม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และ การสูบบุหรี่
  • ไม่ควรทานอาหารที่มี รสจัด และ อาหารที่มีไขมันสูง
  • ควรเหลี่ยงเหลี่ยงการดื่ม ชา กาแฟ และ น้ำผลไม้
  • ควรรับประทานอาหาร มื้อเย็น ก่อนการเข้านอน อย่างนอน 3 ชั่วโมง
  • ควรออกกำลังให้เป็นนิสัย และ อย่างสม่ำเสมอ
  • ไม่ควรใส่เสื้อผ้าที่รัดรูปมากจนเกินไป
  • การควบคุม น้ำหนัก ให้อยู่ในเกณฑ์ ปกติ

โดยอาการกรดไหลย้อนนั้นส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก เนื่องจากฤทธิ์ของกรดไหลย้อนได้สร้างความระคายเคืองแก่หลอดอาหาร รวมไปถึง อวัยวะในบริเวณทางเดินหายใจ จนทำให้การกลืนอาหารเป็นไปอย่างลำบาก และ มีอาการรู้สึกเจ็บ หรือ มีเลือดออกในหลอดอาหารจนอาจถึงขั้นเกิดภาวะหลอดอาหารตีบตันได้ และ อาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการ หอบหืด อาการไอเรื้อรัง ที่ส่งผลให้เสี่ยง ต่อการเป็น โรคมะเร็งหลอดอาหาร อีกด้วย

สำหรับผู้ที่รักษาสุขภาพ และ ต้องการดูแลตัวเอง หรือ ต้องการเล่น คาสิโนออนไลน์ ก็สามารถไปเล่นได้ที่เว็บ ufa.thai.co

อาการนอนกรน ภัยร้ายที่คุณไม่ควรมองข้าม กับ วิธีแก้ปัญหาเบื่อต้นด้วยตัวคุณเอง

อาการนอนกรนเป็นอาการที่สามารถเกิดขึ้นได้ตามปกติตามธรรมชาติ โดยเมื่อคนเรานอนหลับพักผ่อนกล้ามเนื้อในบริเวณต่างๆก็จะมีการหย่อนตัว หรือ เกิดการคลายตัวลง ซึ่งในส่วนของอวัยวะในบริเวณช่องทางเดินหายใจนั้นจะหย่อนลงมา และ ทำให้ทางเดินหายใจตีบ หรือ แคบลงได้ โดยเฉพาะในเวลาที่เรานอนหงายพอช่องทางเดินลมหายใจนั้นแคบลงก็ส่งผลให้ขณะเวลาที่เราหายใจเอาอากาศเข้าไปผ่านทางช่องแคบนี้ ก็จะทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณดังกล่าวเกิดการกระพือ และ สั่นสะเทื่อนขึ้น ก็จะทำให้เกิดเป็นเสียงกรนขึ้น

เสียงกรนนั้นมักมีความแตกต่างออกกันไป โดยจะขึ้นนอยู่กับตำแหน่งของอวัยวะที่เกิดการสั่นด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าเกิดการสั่นที่บริเวณเพดานออ่น หรือ ลิ้นไก่ ก็มักจะทำให้เกิดเสียงกรนขึ้น ในลำคอ และ ถ้าเกิดการสั่นที่เนื้อเยื่อออ่นด้านหลังโพรงจมูกก็จะทำให้เกิดเสียงกรนขึ้นที่ขึ้นจมูกเป็นต้น

อาการนอนกรน มี ดังนี้ 

อาการนอนกรนเกิดจากช่องทางเดินหายใจส่วนต้นนั้นเกิดการตีบแคบลง และ ทำให้ลมหายใจที่ผ่านเข้ามาในบริเวณช่องแคบเกิดการกระพือขึ้นจึงทำให้เกิดเป็นเสียงกรน สามารถทำการแบ่งอาการนอนกรนออกเป็น 2 ประเภท คือ อาการนอนกรนธรรมดา และ อาการนอนกรนอันตราย โดยทั้งสองประเภทนี้มีความแตกต่างกัน ดังนี

  • อาการนอนกรนธรรมดา เป็นอาการที่ไม่อันตราย เพราะไม่มีภาวะการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย ซึ่งสาเหตุก็เกิดจากการตีบแคบของช่องทางเดินหายใจเพียงบางส่วนที่ไม่ได้ปิดสนิททั้งหมด จึงทำให้มีอากาศไหลผ่านเข้าสู่ร่างกายเราได้โดยผ่านทางช่องแคบ และทำให้เกิดเป็นเสียงกรน

โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยก็มักจะไม่เดือดร้อน เพราะเป็นอาการที่ไม่มีผลกระทบกับผู้ป่วยโดยตรง แต่มักจะมีผลกระทบต่อคนรอบข้าง เพราะเสียงกรนของคุณนั้นอาจทำให้ใครหลายๆคนเกิดความรำคาญ และ นอนไม่หลับได้เลยทีเดียว

  • อาการนอนกรนอันตราย เป็นอาการที่อันตราย เพราะมีภาวะการหยุดหายใจขณะหลับร่วมด้วย โดยจะมีผลกระทบเป็นอย่างมากหากไม่ได้ทำการรักษาอย่างถูกวิธี ก็จะมีอาการง่วงมากแบบผิดปกติในช่วงเวลากลางวัน ซึ่งอาจทำให้เป็นอันตรายได้ต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และ ส่งผลไปถึงการเกิดโรคภัยอื่นๆได้เช่นกัน โดยโรคที่มีความเกี่ยวข้องก็จะเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากการขาดเลือด และ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ รวมไปถึงโรคความดันโลหิตในปอดสูง

ส่วนมากอาการนอนกรนนั้นมักจะพบได้มากใน ผู้ชาย โดยสถิติของคนนอนกรนในไทยแล้ว พบว่าผู้ชายมีมากถึง 20-30% เลยทีเดียว ส่วนผู้หญิงนั้นพบอยู่ที่ 10-15% เท่านั้น ส่วนใหญ่จะพบมากในวัยทำงาน ส่วนในคนที่มีอาการรุนแรงในการนอนกรนนั้นพบสูงสุดอยู่ที่ 5% และ ยังพบอาการนอนกรนในเด็กอีกเช่นกัน ไม่ว่าเพศไหนก็มีโอกาศที่จะเกิดอาการนอนกรนได้เหมือนกัน ถึงแม้ผู้หญิงจะมีอาการนอนกรนที่ไม่รุนแรงเท่าในผู้ชาย แต่ส่วนใหญ่แล้วผู้หญิงก็มักจะอายหากรู้ว่าตัวเองนอนกรนก็ถือเป็นอีกหนึ่งปัญหาเลยทีเดียว เพราะอาจทำให้เสียความหมั่นใจ และ เสียบุคลิกภาพ รวมไปถึงความอับอายได้อีกด้วย 

สาเหตุของอาการนอนกรน 

  • เกิดจากน้ำหนักตัวที่มาก หรือ เกินเกณฑ์มาตฐาน
  • มีไขมันในช่องคอที่หนา
  • การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กล้ามเนื้อหย่อนได้
  • อายุที่เพิ่มขึ้น
  • การสูบบุหรี่เป็นประจำ
  • ความเหนื่อยล้า
  • การนอนหงายเป็นประจำ
  • มีช่องจมูกที่คด
  • มีช่องจมูกที่ตีบตัน เพราะเกิดจากอาการภูมิแพ้
  • การรับประทานยาบางชนิด ซึ่งอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในบริเวณทางเดินหายใจ
  • การมีสรีระที่ผิดปกติ เช่นมีลิ้นไก่ที่ใหญ่กว่าปกติ และ มีโคนลิ้นอ้วน

 วิธีแก้อาการนอนกรนด้วยตนเอง

  • ให้ทำการปรับเปลี่ยนท่านอน
  • ซึ่งการนอนหงาย เป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้กับการนอนกรนมากขึ้น เพราะการนอนหงายนั้นเป็นการเพิ่มโอกาสให้กล้ามเนื้อที่อยู่ภายในช่องปากนั้้นเกิดการหย่อยคล้อยจนทำให้ไปปิดกั้นทางเดินหายใจ โดยแนะนำให้เปลี่ยนมานอน ท่าตะแคง จะดีกว่าการนอนหงาย
  • การลดความอ้วนถือเป็นอีวิธีที่ช่วยแก้อาการนอนกรนได้เช่นกัน เพราะคนอ้วนส่วนใหญ่นั้นมีโอกาสเกิดอาการนอนกรนได้มากกว่าคนผอม สาเหตุหลักๆก็มาจาก ไขมันที่สะสมอยู่ในบริเวณของ ช่องคอ ที่มีความหนาแน่นขึ้น จึงทำให้ไปปิดกันทางเดินหายใจ และ ทำให้อากาศที่ผ่านเข้าไปได้บางส่วนทำให้อวัยวะเกิดการสั้่นสะเทือน และ ออกมาเป็นเสียงกรน
  • ควรงด ดื่ม ชา กาแฟ และ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • เป็นอีกอย่างที่ช่วยในการเพิ่มความเสี่ยงในการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อบริเวณลำคอ ซึ่งเป็นสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะการนอนกรนได้
  • หลีกเหลี่ยง หรือ งดการสูบบุหรี่
  • เพราะการสูบบุหรี่นั้นทำให้เนื้อเยื่อของทางเดินหายใจนั้นมีอาการ บวม หรือ เกิด อาการคัดจมูก ซึ่งส่งผลให้เกิดการหายใจติดขัด และ นำไปสู่อาการนอนกรน ในที่สุด
  • การนอน และ การพักผ่อนไม่เพียงพอ เมื่อร่างกายนนั้นเกิกการพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วละก็ จะส่งผลให้ร่างกายเกิดความอ่อนล้า และ เกิดภาวะการหย่อนตัวของกล้ามเนื้อบริเวณลำคอ โดยที่เราไม่รู้ตัว จึงเป็นที่มาของอาการนอนกรน
  • การหลีกเหลี่ยงการรับประทานยาบางชนิด เพราะยาบางชนิดอาจทำให้กล้ามเนื้อบริเวณลำคอนั้นเกิดการหย่อนตัวมากยิ่งขึ้น โดยประเภทยาที่พบมักจะเป็น ยานอนหลับ ยาระงับประสาท และ ยาแก้แพ้บางชนิด
  • การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • เป็นการช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของร่างกาย และ ความตึงตัวของกล้ามเนื้อบริเวณคอหอย และ ยังสามารถช่วยลดการอุดกั้นของบริเวณทางเดินหายใจได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่รักษาสุขภาพ และ ต้องการดูแลตัวเอง หรือ ต้องการเล่น คาสิโนออนไลน์ ก็สามารถไปเล่นได้ที่เว็บ ufa.thai.co

“นอนกรน” เสี่ยงกว่าที่คิด กับสาเหตุ และ วิธีแก้ด้วยตัวคุณเอง

“นอนกรน” เป็นอาการที่เกิดจากช่องทางเดินหายใจส่วนต้นของเรานั้นเกิดการ ตีบแคบลง ซึ่งจะทำให้ลมหายใจที่ผ่านเข้ามาผ่านทางช่องแคบนี้ เกิดการกระพือ และ ทำให้เกิดเป็นเสียงกรนขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วตามขบวนการทางธรรมชาติของคนเราเมื่อนอนหลับกล้ามเนื้อต่างๆจะมีการหย่อนตัว และ คลายตัวลง ซึ่งอวัยวะในช่องทางเดินหายใจของคนเรานั้น เช่น เพดานออ่น หรือ โคนลิ้น จะมีการหย่อนตัวลงมาทำให้ทางเดินหายใจตีบแคบลงได้ โดยเฉพาะเวลาที่เรานอนอยู่ใน ท่านอนหงาย

เสียงกรน มีความแตกต่างกันออกไป โดยจะขึ้นอยู่กับตำแหน่ ของอวัยวะที่เกิดการสั่นด้วยเช่นกัน ซึ่งถ้าเกิดการสั่นที่บริเวณเพดานออ่น หรือ ลิ้นไก่ ก็มักจะทำให้เกิดเสียงกรนขึ้นในลำคอ และ ถ้าเกิดการสั่นที่เนื้อเยื่อออ่นด้านหลังโพรงจมูกก็จะทำให้เกิดเสียงกรนขึ้นที่ขึ้นจมูก เป็นต้น 

“นอนกรน” กับสาเหตุที่พบได้บ่อย

  • มีน้ำหนักตัวที่เกินเกณฑ์มาตฐาน
  • มี ไขมัน ที่ช่องคอหนา
  • การดื่มเครื่องดื่มที่มี แอลกอฮอล์ เป็นส่วนผสมอยู่ประจำ
  • อายุที่มากขึ้น
  • สูบบุหรี่เป็นประจำ
  • ความเหนื่อยล้าของร่างกาย และ สมอง
  • นอนในท่า นอนหงาย เป็นประจำ

สาเหตุที่พบได้ไม่บ่อย

  • มีช่องจมูกคด
  • ช่องจมูกตีบตัน สาเหตุอาจเกิดจากอาการภูมิแพ้
  • มีการรับประทาน ยาบางชนิด อาจทำให้ระคายเคืองในระบบทางเดินหายใจ
  • มี สรีระ ที่ผิดปกติ อาทิเช่น คาเล็ก ลิ้นไก่ใหญ่กว่าปกติ หรือ มีโคนลิ้นอ้วน เป็นต้น

วิธีแก้ การนอนกรน ด้วยตัวคุณเองแบบง่ายๆ

  • ทำการเปลี่ยนท่านอน โดยส่วนมากแล้ว ท่านอนหงาย จะเป็นท่าที่ทำให้เกิด การกรน มากที่สุด ให้ลองปรับเปลี่ยนท่านอนมานอนตะแคงดู ถ้านอนไม่ถนัด ก็ให้นอนหงาย แต่ก็ต้องหาหมอนมาหนุนศรีษะ เพื่อทำการยกระดับศรีษะในตอนนอนให้สูงขึ้นก็อาจจะพอช่วยได้
  • หมั่นออกกำลังอย่างสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าตัวคุณเองจะ นอนกรน หรือ ไม่นอนกรน การออกกำลังกายนั้นมีความสำคัญต่อระบบของร่างกายเป็นอย่างมาก เพราะการออกกำลังกาย จะช่วยทำให้ระบบกล้ามเนื้อในช่องทางเดินหายใจนั้นมีความแข็งแรงขึ้น ซึ่งทำให้ตอนที่คุณนอนหลับ กล้ามเนื้อส่วนต่างๆในช่องคอ ก็จะได้ไม่หย่อนลงมาขวางทางเดินหายใจ
  • การลดน้ำหนัก ซึ่งการลดน้ำหนัก นั้นมีผลโดยตรงเป็นอย่างมาก หากน้ำหนักลดลง ไขมัน ต่างๆในช่องคอก็จะลดลงเช่นกัน ซึ่งจะทำให้ทางเดินหายใจนั้นโล่งขึ้น
  • งดการดื่ม เครื่องดื่มที่มีส่วผสมของ แอลกอฮอล์ ก่อนเข้านอน
  • งดดื่ม ชา กาแฟ ก่อนนอน
  • งด และ เลิก การสูบบุหรี่ เนื่องจากการสูบบุหรี่ จะเป็นอันตรายต่อร่างกายแล้ว อาจมีผลทำให้ระบบทางเดินหายใจผิดปกติ และ เกิดการกรนได้
  • การทำความสะอาดเครื่องนอนอย่างสม่ำเสมอ เพราะเชื่อโรคที่ติดอยู่ตามเครื่องนอน อาจทำให้เกิด หอบหืด ภูมิแพ้ ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ช่องทางเดินหายใจตีบแคบ และ เกิดเสียงกรดได้
  • การเพิ่มความชื่นภายในห้อง โดยการหาแก้วมาใส่น้ำวางไว้ข้างๆเตียง หรือ จะหาซื้อเครื่องทำความชื่นมาใช้ก็ได้เช่นกัน
  • ทำการล้างจมูกบ่อยๆ โดยใช้น้ำเกลือในการล้างเพื่อทำให้จมูกโล่ง