โรคอีสุกอีใส เกิดจากอะไร มีวิธีการรักษาอย่างไร

โรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่จัดได้ว่าเป็นโรคระบาด และ สามารถแพร่กระจายได้ง่าย ซึ่งโรคนี้สามารถแพร่กระจายได้ง่ายโดยเฉพาะในสถานศึกษา และ สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือ ตามชุมชนที่อยู่อาศัยทั่วไป จึงจัดได้ว่าเป็นโรคที่พบได้ตลอดทั้งปีแต่มักจะมีการระบาดหนักในช่วงฤดูหนาว โดยโรคอีสุกอีใสก็ยังเป็นโรคที่สามารถติดต่อได้ผ่านทาง ลมหายใจ ไอ และ จาม ซึ่งการสัมผัสกับผู้ป่วย หรือ การใช้ของร่วมกันก็ทำให้เกิดเชื้อไวรัส วาริเซลลา ซึ่งโรคอีสุกอีใสก็สามารถเป็นได้ทุกเพศทุกวัย และ หากเมื่อทำการพิจารณาตามกลุ่มอายุก็จะพบว่ากลุ่มอายุ 5-8 ปี จะมีอัตราในการป่วยสูงสุดคิดเป็น 579 คน ต่อประชากร 100,000 คน รองลงมา คือ กลุ่มอายุ 0-4 ปี 14 ปีและ กลุ่มที่มีอายุมากกว่า 15 ปีขึ้นไปตามลำดับ

โรคอีสุกอีใส คือ? และ มีวิธีการรักษาอย่างไร

โรคอีสุกอีใสส่วนใหญ่แล้วจะพบได้มากในช่วงฤดูหนาว เพราะอากาศเย็นลงทำให้ไวรัสอยู่ได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยลักษณะของอีสุกอีใสนั้นจะมีตุ่มหนองใสขึ้นบริเวณตามตัว แต่ทั้งนี้ปริมาณของตุ่มที่ขึ้นนั้นก็ไม่ได้บ่งบอกถึงความรุนแรงของโรค โดยบางคนอาจมีตุ่มอยู่ 40-50 ตุ่ม บางคนอาจมีถึง 200 ตุ่ม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาการจะรุนแรงแต่อย่างใด สุดท้ายก็จะหายได้เองโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น

โดยความรุนแรงของโรคอีสุกอีใสก็มีด้วยกันหลายปัจจัยมาเกี่ยวข้อง เช่น อายุ โดยเด็กที่มีช่วงอายุ 1 ปีแรก หรือ ผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติ คนกลุ่มนี้ก็จะมีโอกาสที่จะมีอาการที่รุนแรงกว่าคนปกติ ซึ่งอีสุกอีใสนั้นจัดอยู่ในกลุ่มของไวรัส Varicella Zoster Virus โดยตุ่มของอีสุกอีใสจะมีลักษณะที่คล้ายๆกัน ไม่ว่าจะเกิดในเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ก็ตาม ซึ่งตุ่มนั้นจะเป็นตุ่มแดงๆก่อนที่ในอีกชั่วโมงหรือไม่เกิน 1-2 วันจะเป็นตุ่มใสๆ โดยต่อมาจะขุ่นขึ้น และ กลายเป็นสะเก็ดในที่สุด หากเรามองในภาพรวมก็จะเห็นตุ่มหลายหลายระยะอยู่ในเวลาเดียวกัน โดยบางคนเป็นตุ่มเยอะก็จะมีความหนาแน่นโดยเฉพาะในช่วงของลำตัว แต่ส่วนใหญ่ก็จะไม่มีอาการเจ็บยกเว้นจะเป็นในบริเวณของช่วงปาก ซึ่งตุ่มเหล่านี้จะทำให้เกิดอาการคัน และ ส่งผลให้หลายคนเลือกที่จะเกาในจุดที่คัน ซึ่งอาจติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และ ส่งผลให้ตรงนั้นใหญ่ขึ้นจนเป็นหนองในที่สุด

อาการของการเป็นอีสุกอีใสก็เริ่มจากการมีไข้ต่ำๆในเด็กเล็ก แต่ผู้ใหญ่มักจะมีไข้สูง และ ภายใน 1-2 วันก็จะมีตุ่มขึ้น โดยจะเริ่มจากลำตัว ใบหน้า ก่อนจะลามไปถึงแขน และ ขา ซึ่งการติดต่อของโรคอีสุกอีใสก็สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสรอบแผล หรือ ตุ่ม ที่ขึ้นตามตัวของผู้ป่วย รวมไปถึงการหายใจสูดเอาละอองฝอยของน้ำลายน้ำมูกที่มีเชื้อเข้าไป ซึ่งถือว่าเป็นการติดต่อที่ง่ายมาก โดยหลังจากการได้รับเชื้อมาใช้เวลาประมาณ 14-16 วันถึงจะค่อยแสดงอาการ ส่วนใหญ่แล้วอีสุกอีใสก็มักจะเป็นแค่ครั้งเดียว ซึ่งอาจติดเชื้อแล้วก็มักจะมีภูมิคุ้มกันเกิดขึ้น แต่คนที่มีอาการซ้ำส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากการสัมพันธ์กับภาวะภูมิคุ้มกันที่ผิดปกตินั่นเอง

วิธีการรักษาเมื่อเป็นโรคอีสุกอีใส

การรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการรักษาตามอาการ เนื่องจากโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสจึงไม่จำเป็นต้องกินยาปฏิชีวนะ ยกเว้นว่าจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน และ หากมีอาการไข้ก็ให้ทำการเช็ดตัว และ กินยาลดไข้พวกพาราเซตามอล แต่ห้ามกินยาแอสไพรินเพราะอาจจะทำให้มีภาวะแทรกซ้อนได้ ที่สำคัญหากมีอาการคันที่บริเวณผิวหนังอาจทำการทายาแก้คัน เช่น คารามาย หรือ กินยาต้าน histamine บรรเทาอาการคัน ที่สำคัญผู้ป่วยนั้นควรตัดเล็บให้สั้น และ หลีกเลี่ยงการแกะ หรือ การเกาในบริเวณตุ่มคัน เพราะอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนได้ และ ควรแยกผู้ป่วยออกจากบุคคลอื่นให้พ้นระหว่างระยะติดต่อไปจนถึงแยกข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆ ซึ่งในผู้ป่วยที่เป็นหญิงตั้งครรภ์ ผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือ ผู้ป่วยที่มีอาการแทรกซ้อนก็ควรไปพบแพทย์อย่างโดยด่วน

Related Posts