โรคพุ่มพวง คือ? มีสาเหตุและอาการของโรคอย่างไร

โรคพุ่มพวง หรือ โรคภูมิแพ้ตัวเอง SLE คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน แต่สาเหตุที่ภูมิคุ้มกันทำงานผิดพลาดนั้นยังไม่แน่ชัด โดยภูมิคุ้มกันของคนคนนั้นได้ทำลายเนื้อเยื่อที่อยู่ภายในร่างกายของตัวเองจนเกิดการอักเสบ และ ทำให้เกิดความผิดปกติกับอวัยวะได้ทั่วทั้งร่างกาย ซึ่งสามารถพบได้ในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย โดยจะพบได้ในช่วงวัยเจริญพันธุ์ นอกจากนี้ยังมีปัจจัยด้วงอื่นๆที่สำคัญกับการเกิดโรคได้เช่น กรรมพันธุ์เนื่องจากอาจมีสารพันธุกรรมบางชนิดที่มีความสัมพันธ์กับการเป็นโรคภูมิแพ้ตัวเอง ซึ่งปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบมากขึ้น ได้แก่ การติดเชื้อภายในร่างกาย แสงแดด เป็นต้น หากป่วยเป็นโรคนี้ร่างกายก็จะมีการสร้างโปรตีนชนิดหนึ่งขึ้นมาที่มีชื่อว่า Antinuclear Antibodyซึ่งทำให้แพทย์สามารถทำการวินิจฉัยโรคได้ชัดเจน ซึ่งโรคนี้จะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษานาน และ เคร่งครัดเป็นอย่างมาก เนื่องจากอาการที่กำเริบอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

โรคพุ่มพวง คือ โรคร้ายที่สามารถฆ่าชีวิตเราได้

ความเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดโรคพุ่มพวง

  • เกิดขึ้นได้จากการใช้ยา และ สารเคมีต่างๆ หรือ ยาประเภทที่ใช้ในการควบคุมความดันเลือด ยาปฏิชีวนะ เป็นต้น
  • เกิดขึ้นจากฮอร์โมน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในบางครั้งอาจจะส่งผลด้วย เช่น การตั้งครรภ์ หรือ ช่วงที่เติบโตในแต่ละวัยเป็นต้น
  • การถ่ายทอดทางพันธุกรรม ซึ่งโรค หรือ อาการบางชนิดที่เกิดในวงศ์เครือญาติก็อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคพุ่มพวงได้
  • ปฏิกิริยาต่อแสงแดด สำหรับผู้ที่มีผิวหนังไวต่อแสงแดดจะทำให้เกิดผลข้างเคียงจากอาการแพ้ดังกล่าว

อาการของโรคพุ่มพวง ที่พบได้บ่อยคือ

  • มีอาการปวดข้อ
  • เป็นไข้แต่ไข้ต่ำๆจนถึงไข้สูง
  • มีอาการอ่อนเพลีย
  • รู้สึกเบื่ออาหาร
  • เกิดผื่นผิวหนังขึ้นตามบริเวณใบหน้า แขน ขา ที่อยู่บริเวณนอกเสื้อผ้า
  • ผมร่วง
  • เกิดสภาวะเลือดจาง เม็ดเลือดขาวต่ำ เกร็ดเลือดขาวต่ำ หากโรครุนแรงอาจมีเม็ดเลือดแดงแตก ปอดอักเสบ ไตอักเสบ
  • มีแผลในปาก

การตรวจวินิจฉัยโรคจะต้องอาศัยประสบการณ์ และ ความชำนาญของแพทย์ที่ทำการรักษาเป็นสำคัญ โดยส่วนใหญ่แล้วแพทย์จะทำวินิจฉัยจากประวัติของผู้ป่วย และ การตรวจร่างกายพบรอยโรคร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ปัสสาวะ และการเอกซเรย์หัวใจ และ ปอด

ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้จากโรคพุ่มพวง

  • โรคหลอดเลือดหัวใจ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ โรคหลอดเลือดสมอง หรือ ความจำเสื่อม เป็นต้น
  • ภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น

วิธีการรักษา

โรคนี้เป็นโรคที่สามารถรักษาได้แต่ต้องใช้เวลานานพอสมควร และ ต้องติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญต้องรับประทานยาตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดร่วมกับการดูแลตนเองดังนี้

  • ควรอยู่ในสถานที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก
  • หลีกเลี่ยงการถูกออกแดด และ ถูกแสงแดด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
  • ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ลด และ หลีกเลี่ยงการติดเชื้อด้วยการทานอาหารที่สะอาด
  • ควรรับประทานยาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ ไม่ลด หรือ เพิ่มยาเอง

Related Posts